วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

สติปัฏฐานสูตร2

มหาสติปัฏฐานสูตร


สูตรว่าด้วยการตั้งสติอย่างใหญ่
    พระผู้มีพระภาคประทับ ณ นิคม ชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า หนทางเป็นที่ไปอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อให้ความทุกข์กายใจตั้งอยู่ไม่ได้ เพื่อบรรลุที่ต้องถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือการตั้งสติ ๔ อย่างได้แก่-
   ๑. ตั้งสติกำหนดพิจารณากายในกาย ( กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่ ๑ ).
   ๒. ตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาในเวทนา ( ความรู้สึกอารมณ์ส่วนย่อยในความรู้สึกอารมณ์ส่วนใหญ่ ).
   ๓. ตั้งสติกำหนดพิจารณาในจิต ( จิตส่วนจิตย่อยในจิตส่วนใหญ่ คือจิตดวงใดดวงหนึ่ง ในจิตที่เกิดขึ้นดับไปมากดวง ).
    ๔. ตั้งสติกำหนดพิจารณา ธรรมในธรรม ( ธรรมส่วนย่อยในธรรมส่วนใหญ่ ).
การพิจารณากายแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน
   ๑. พิจารณากำหนดลมหายใจเข้าออก ( อานาปานบรรพ ).
   ๒. พิจารณาอิริยบถของกาย เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ( อิริยาปถบรรพ ).
   ๓. พิจารณารู้ตัวในความเคลื่อนไหว เช่น ก้าวไป ก้าวมา คู้แขน เหยีบดแขน กิน ดื่ม เป็นต้น ( สัมปชัญญบรรพ ).
   ๔. พิจารณาความน่าเกลียดของร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนย่อยต่าง ๆ มีผม ขน เป็นต้น ( ปฏิกูลมนสิการบรรพ).
   ๕. พิจารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุ (ธาตุบรรพ ) .
   ๖. พิจารณาร่างกายที่เป็นศพ มีลักษณะต่าง ๆ ๙ อย่าง ( นวสีวถีกาบรรพ ).
   การพิจารณาเวทนา ( ความรู้สึกอารมณ์ ) ๙ อย่าง
   ๑. สุข
   ๒. ทุกข์
   ๓. ไม่ทุกข์ไม่สุข
   ๔. สุขประกอบด้วยอามิส ( เหยื่อล่อมีรูป เสียง เป็นต้น )
   ๕. สุขไม่ประกอบด้วยอามิส
   ๖. ทุกข์ประกอบด้วยอามิส
   ๗. ทุกข์ไม่ประกอบด้วยอามิส
   ๘. ไม่ทุกข์ไม่สุขประกอบด้วยอามิส
   ๙. ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ประกอบด้วยอามิส.
   การพิจารณาเวทนาจิต ๑๖ อย่าง
   ๑. จิตมีราคะ     ๒. จิตปราศจากราคะ     ๓. จิตมีโทสะ     ๔ . จิตปราศจากโทสะ     ๕. จิตมีโมหะ     ๖. จิตปราศจากโมหะ     ๗. จิตหดหู่     ๘. จิตฟุ้งซ่าน     ๙. จิตใหญ่ ( จิตในฌาน )     ๑๐. จิตไม่ใหญ่ ( จิตที่ไม่ถึงฌาน )     ๑๑. จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า     ๑๒. จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า     ๑๓. จิตตั่งมั่น     ๑๔. จิตไม่ตั่งมั่น     ๑๕. จิตหลุดพ้น     ๑๖. จิตไม่หลุดพ้น.
  การพิจารณาธรรมแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน
   ๑. พิจารณาธรรมที่กั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ ที่เรียกว่านีวรณ์ ๕ ( นีวรณบรรพ ).
   ๒. พิจารณาขันธ์ ๕ คือ รูป , เวทนา , สัญญา , สังขาร, วิญญาณ ( ขันธบรรพ ).
   ๓. พิจารณาอายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ( อายตนบรรพ).
   ๔. พิจารณาธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ที่เรียกว่าโพฌงค์ ( โพฌงคบรรพ ).
   ๕. พิจารณาอริยสัจจ์ ๔ (สัจจบรรพ).
    อนึ่ง การพิจารณากาย , เวทนา , จิต , ธรรม ทั้งสี่ข้อนี้ นอกจากมีรายการพิเศษดังกล่าวมาแล้ว ยังมีรายการพิจารณาที่ตรงกันอีก ๖ ประการ คือ     ๑. ที่อยู่ภายใน     ๒. ที่อยู่ภายนอก     ๓. ที่อยู่ทั้งภายในภายนอก     ๔. ทีมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา     ๕. ทีมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา    ๖. ที่มีทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา.
อานิสงส์สติปัฏฐาน

    ครั้นแล้วทรงสรุปผลของการปฏิบัติ ในการตั้งสติ ๔ อย่างนี้ว่า จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง คือบรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน ถ้ายังมีเชื้อเหลือ ก็จะได้บรรลุความเป็นพระอนาคามี ( ผู้ไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก ) ภายใน ๗ ปี หรือลดลงมาโดยลำดับถึงภายใน ๗ วัน.
-------------
ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับประชาชน

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น